Louis Group เข้าพบสำนักงานส่งเสริมการค้าไทย ณ ไทเป: ช่วยผู้ประกอบการไทยบุกตลาดไต้หวัน — เครื่องหมายการค้าคือด่านแรก
- ซีอีโอ Raymond Yu (俞伯璋) และทนายความ Tirakan Lin (林宥廷) เข้าพบสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงไทเป (Thai Trade Office, Taipei) หารือกับผู้อำนวยการ Li Pei-Pei (李佩佩) เรื่องความร่วมมือการค้าไทย–ไต้หวัน
- สองประเด็นหลักของการหารือ: จะช่วยผู้ประกอบการไทยขยายธุรกิจในไต้หวันได้อย่างไร และแนวปฏิบัติการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในไต้หวัน
- สามข้อเตือนใจสำคัญ: ไต้หวันไม่อยู่ในระบบมาดริด เครื่องหมายการค้าใช้หลักยื่นก่อนมีสิทธิก่อน และต้องวางแผนชื่อแบรนด์ภาษาจีนตัวเต็มไปพร้อมกัน — เครื่องหมายการค้าคือความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการไทยประเมินต่ำที่สุดเมื่อเข้าตลาดไต้หวัน
เมื่อเร็ว ๆ นี้ ทนายความ Raymond Yu (俞伯璋) ซีอีโอของกลุ่มที่ปรึกษากฎหมาย Louis Group (萬國萬佳法律顧問集團) พร้อมด้วยทนายความ Tirakan Lin (林宥廷) ได้เข้าพบสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงไทเป (Thai Trade Office, Taipei) ที่ศูนย์การค้าโลกไทเป (Taipei World Trade Center) เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้อำนวยการ Li Pei-Pei (李佩佩) และผู้ช่วยด้านการค้าต่างประเทศ Ho Chi-Song (何其松) เรื่องความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างไทยกับไต้หวัน
สำนักงานส่งเสริมการค้าไทย ณ ไทเป สังกัดกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (Department of International Trade Promotion: DITP) กระทรวงพาณิชย์ มีภารกิจส่งเสริมการส่งออกสินค้าและบริการของไทย ช่วยผู้ประกอบการไทยขยายตลาดต่างประเทศ และเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมของทั้งสองแห่ง
การหารือครั้งนี้มุ่งเน้นสองประเด็น: จะช่วยผู้ประกอบการไทยพัฒนาธุรกิจในไต้หวันได้อย่างไร และปัญหาในทางปฏิบัติของการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในไต้หวันสำหรับธุรกิจไทย
โจทย์ทางกฎหมายของธุรกิจไทยที่จะเข้าตลาดไต้หวัน
ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อาหารไทย เครื่องสำอางและสกินแคร์ สินค้าไลฟ์สไตล์ และบริการท่องเที่ยวของไทย มีที่ยืนในตลาดไต้หวันชัดเจนขึ้นมาก จากอาหารไทยพร้อมทานบนชั้นวางร้านสะดวกซื้อ ไปจนถึงแบรนด์สกินแคร์ไทยที่ถูกพูดถึงในโซเชียลมีเดีย — สินค้าไทยไม่ใช่แค่ของฝากจากการท่องเที่ยวอีกต่อไป แต่เข้าสู่ช่องทางค้าปลีกในชีวิตประจำวันของคนไต้หวันแล้ว
แต่สำหรับผู้ประกอบการไทย การเตรียมความพร้อมทางกฎหมายเพื่อเข้าตลาดไต้หวันมักซับซ้อนกว่าที่คาด ประเด็นที่พบบ่อยที่สุดในทางปฏิบัติ ได้แก่:
- รูปแบบการจัดตั้งฐานธุรกิจ: ตั้งบริษัทลูก สาขา หรือเริ่มจากตัวแทนจำหน่าย — สามทางเลือกนี้ต่างกันมากทั้งความรับผิดทางกฎหมาย ภาษี และความยืดหยุ่นในการปรับตัวภายหลัง
- การออกแบบสัญญาตัวแทนและผู้จัดจำหน่าย: โดยเฉพาะความเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิผูกขาดช่องทาง และเงื่อนไขการเลิกสัญญา
- ฉลากสินค้าและใบอนุญาตจากหน่วยงานกำกับ: อาหาร เครื่องสำอาง และเครื่องมือแพทย์ มีข้อกำหนดการขึ้นทะเบียนที่แตกต่างกัน
- การส่งบุคลากรไปประจำและถิ่นที่อยู่: วีซ่าและใบอนุญาตทำงานของผู้บริหารชาวไทยที่จะมาทำงานในไต้หวัน
และในบรรดาประเด็นทั้งหมดนี้ เครื่องหมายการค้าคือเรื่องที่ควรจัดการเป็นอันดับแรก แต่กลับถูกนึกถึงเป็นอันดับสุดท้าย

เครื่องหมายการค้า: ความเสี่ยงที่ธุรกิจไทยประเมินต่ำที่สุดเมื่อเข้าไต้หวัน
ในการหารือ ทั้งสองฝ่ายได้พูดคุยเชิงลึกเรื่องแนวปฏิบัติการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในไต้หวัน จากประสบการณ์ของกลุ่มเรา การวางแผนเครื่องหมายการค้าของธุรกิจไทยในไต้หวันมีจุดสำคัญสามข้อที่มักถูกมองข้าม
1. ไต้หวันไม่อยู่ในระบบมาดริด
ไทยเป็นภาคีพิธีสารมาดริด (Madrid Protocol) ตั้งแต่ปี 2017 ผู้ประกอบการไทยจึงคุ้นเคยกับการยื่นคำขอระหว่างประเทศผ่านองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ครั้งเดียวแล้วระบุหลายประเทศพร้อมกัน
แต่ไต้หวันไม่ได้เป็นภาคีพิธีสารมาดริด
นั่นหมายความว่า ไม่ว่าคำขอระหว่างประเทศของท่านจะครอบคลุมกี่ประเทศ ก็ไม่สามารถระบุไต้หวันได้ ธุรกิจไทยที่ต้องการได้สิทธิในเครื่องหมายการค้าในไต้หวัน ต้องยื่นคำขอโดยตรงต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาไต้หวัน (TIPO)
ในทางปฏิบัติ มีแบรนด์ไทยไม่น้อยที่เพิ่งพบว่าคำขอระหว่างประเทศของตนไม่ครอบคลุมไต้หวัน หลังจากสินค้าวางขายในช่องทางค้าปลีกไต้หวันไปแล้ว — และถึงตอนนั้น ก็มักมีคนอื่นยื่นคำขอไปก่อนแล้ว
2. ไต้หวันใช้หลักยื่นก่อนมีสิทธิก่อน (First-to-File)
เช่นเดียวกับประเทศไทย สิทธิในเครื่องหมายการค้าของไต้หวันเป็นของผู้ยื่นคำขอก่อน ไม่ใช่ผู้ใช้ก่อน
แบรนด์ที่ทำธุรกิจในไทยมาหลายปีและเริ่มมีชื่อเสียงในไต้หวัน หากยังไม่จดทะเบียนในไต้หวัน ตามกฎหมายย่อมไม่มีสิทธิผูกขาดโดยอัตโนมัติ กลยุทธ์ "รอให้ขายดีก่อนค่อยจด" จึงเป็นกลยุทธ์ที่เสี่ยงสูงมาก
3. ต้องวางแผนชื่อแบรนด์ภาษาจีนตัวเต็มไปพร้อมกัน
ข้อนี้คือจุดที่ธุรกิจไทยเสียหายง่ายที่สุด แต่ก็ป้องกันได้ง่ายที่สุดเช่นกัน
ไต้หวันใช้ภาษาจีนตัวเต็ม ผู้บริโภคและสื่อจะตั้งชื่อภาษาจีนให้แบรนด์ต่างชาติเองโดยธรรมชาติ ไม่ว่าเจ้าของแบรนด์จะตั้งใจหรือไม่ หากจดทะเบียนเฉพาะเครื่องหมายภาษาอังกฤษ ชื่อภาษาจีนที่เกิดขึ้นเองในตลาดจะไม่มีเจ้าของตามกฎหมาย และบุคคลที่สามสามารถนำไปยื่นจดทะเบียนได้
ในทางปฏิบัติเคยมีแบรนด์ไทยที่ดังในไต้หวันแล้ว ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ซื้อชื่อภาษาจีนของแบรนด์ตัวเองกลับคืนมา มิฉะนั้นจะใช้ชื่อนั้นทำการตลาดไม่ได้
แนวทางที่ถูกต้องคือกำหนดชื่อภาษาจีนก่อนเข้าตลาด และยื่นจดทะเบียนพร้อมกับเครื่องหมายภาษาอังกฤษ
ประเด็นต่อเนื่อง: ความต้องการทางกฎหมายของคนไทยในไต้หวัน
นอกจากประเด็นภาคธุรกิจ การหารือยังกล่าวถึงความต้องการทางกฎหมายของคนไทยในไต้หวันด้วย
ตามประกาศของกระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน ไต้หวันขยายมาตรการฟรีวีซ่าสำหรับคนไทยต่ออีกหนึ่งปี ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2026 ถึง 31 กรกฎาคม 2027 เมื่อการไปมาหาสู่เพิ่มขึ้น ประเด็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องก็ตามมา — ทั้งการนับวันพำนักให้ถูกต้อง ขอบเขตของใบอนุญาตทำงาน การวางแผนถิ่นที่อยู่ของคู่สมรสชาวไทย และสิทธิแรงงานของคนไทยในไต้หวัน
กลุ่มของเราได้ทยอยเผยแพร่บทความกฎหมายภาษาไทยหลายฉบับครอบคลุมหัวข้อเหล่านี้ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับคนไทยในไต้หวันและธุรกิจไทย
บริการกฎหมายไทย–ไต้หวันของ Louis Group
Louis Group มีสำนักงานที่ไทเป ซินจู๋ ไถจง และมี Louis & Partners Thailand ที่กรุงเทพฯ โดยทนายความไต้หวันและทนายความไทยทำงานร่วมกัน ดูแลงานกฎหมายสองทิศทางไทย–ไต้หวันมาอย่างยาวนาน
สำหรับธุรกิจไทย เราให้บริการสืบค้นและยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในไต้หวัน วางกลยุทธ์ชื่อแบรนด์ภาษาจีน จัดตั้งบริษัทหรือสาขา ตรวจสัญญาตัวแทนจำหน่ายและออกแบบข้อสัญญาทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนใบอนุญาตทำงานและถิ่นที่อยู่ของบุคลากรที่มาประจำ
สำหรับคนไทยในไต้หวัน เราให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายด้านสิทธิแรงงาน ถิ่นที่อยู่ การสมรสและมรดก โดยสื่อสารเป็นภาษาไทยได้
ขอขอบคุณผู้อำนวยการ Li Pei-Pei และผู้ช่วยด้านการค้าต่างประเทศ Ho Chi-Song แห่งสำนักงานส่งเสริมการค้าไทย ณ ไทเป สำหรับการต้อนรับอันอบอุ่น เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ร่วมมือกันมากขึ้นในการค้าไทย–ไต้หวัน และช่วยให้ธุรกิจไทยจำนวนมากขึ้นเข้าสู่ตลาดไต้หวันได้อย่างราบรื่น