บริษัทไทยลงทุนในไต้หวัน 2026: FIA วีซ่า ภาษี ครบจบ
Po-Chang Yu (Raymond Yu) หัวหน้าทนายความ / ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Louis Group
ตลอดสองปีที่ผ่านมา คำถามที่ผมได้รับจากผู้ประกอบการไทยเปลี่ยนทิศทางอย่างชัดเจน จากเดิมที่คนไทยถามเรื่อง "จะไปตั้งโรงงานที่ไหนในอาเซียน" วันนี้มีลูกค้าไทยจำนวนไม่น้อยหันมาถามว่า "จะเข้าไปลงทุนในไต้หวันอย่างไร" เหตุผลไม่ซับซ้อน ไต้หวันคือศูนย์กลางของห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์และ ICT ระดับโลก การเข้ามาตั้งฐานที่นี่จึงหมายถึงการเข้าใกล้ลูกค้า ซัพพลายเออร์ และเทคโนโลยีต้นน้ำ ประกอบกับนโยบายมุ่งใต้ใหม่ (New Southbound Policy) ที่ไต้หวันผลักดันความสัมพันธ์สองทางกับไทยอย่างต่อเนื่อง ทำให้การทำธุรกิจในไต้หวันของบริษัทไทย ไม่ว่าจะเพื่อเข้าถึงตลาดผู้บริโภคไต้หวัน ตั้งฐาน R&D ร่วมทุนกับพันธมิตรด้านเทคโนโลยี หรือเสียบเข้าห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์ กลายเป็นทางเลือกเชิงกลยุทธ์ที่จริงจังมากขึ้น
แต่ในฐานะทนายความที่ดูแลงานข้ามพรมแดนระหว่างไต้หวัน ไทย และเวียดนามมาตลอด ผมต้องเตือนว่าการจดทะเบียนบริษัทในไต้หวันมีตรรกะทางกฎหมายที่ต่างจากประเทศไทยพอสมควร โดยเฉพาะเรื่องการขออนุมัติการลงทุน โครงสร้างผู้ถือหุ้น และประเด็นอ่อนไหวเรื่องทุนจีน บทความนี้ผมจึงรวบรวมคีย์เวิร์ดที่คนไทยมักค้นหา ตั้งแต่ FIA, วีซ่าทำงาน, Employment Gold Card ไปจนถึงภาษี วางกลับเข้าไปในบริบทเชิงปฏิบัติจริง พร้อมอัปเดตกฎหมายและนโยบายล่าสุดปี 2026
สรุปประเด็นสำคัญ
- ถือหุ้นได้ 100%: บริษัทไทยสามารถถือหุ้นบริษัทไต้หวันได้ถึง 100% โดยการอนุมัติการลงทุนจากต่างชาติ (FIA) เป็นด่านหลัก
- ไม่มีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำทั่วไป: ไม่มีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำแบบตายตัว แต่เกณฑ์วีซ่าและใบอนุญาตทำงานเป็นเงื่อนไขในทางปฏิบัติ
- การย้ายผู้บริหาร: ผู้บริหารเข้าไต้หวันด้วยใบอนุญาตทำงานทั่วไป หรือ Employment Gold Card
- ใช้อนุสัญญาภาษีซ้อน: อนุสัญญาภาษีซ้อนไทย–ไต้หวันช่วยลดภาษีหัก ณ ที่จ่าย อย่ามองข้าม
1. เลือกรูปแบบนิติบุคคล: บริษัทย่อย สำนักงานสาขา หรือสำนักงานตัวแทน
ก้าวแรกของการตั้งบริษัทในไต้หวัน (หรือที่หลายคนค้นหาว่า เปิดบริษัทในไต้หวัน) คือการเลือกรูปแบบนิติบุคคลให้ถูก เพราะมันกำหนดทั้งภาระภาษี ความรับผิด และขั้นตอนการขออนุญาต โดยมีสามทางเลือกหลัก
บริษัทย่อย (Subsidiary) เป็นนิติบุคคลไต้หวันที่แยกต่างหากจากบริษัทแม่ในไทย ผู้ถือหุ้นรับผิดจำกัดเท่าเงินลงทุน รูปแบบที่นิยมคือ "บริษัทจำกัด" (Limited Company) หรือ "บริษัทจำกัดโดยหุ้น" (Company Limited by Shares) เหมาะกับผู้ที่ต้องการดำเนินธุรกิจเต็มรูปแบบและจำกัดความเสี่ยงของบริษัทแม่ การจัดตั้งบริษัทย่อยต้องผ่าน FIA (จะอธิบายในหัวข้อถัดไป)
สำนักงานสาขา (Branch Office) ไม่มีสถานะนิติบุคคลแยก เป็นเพียงสาขาของสำนักงานใหญ่ต่างประเทศ ข้อดีสำคัญคือกำไรหลังหักภาษีสามารถส่งกลับบริษัทแม่ได้โดยไม่มีภาษีหัก ณ ที่จ่ายเงินปันผลซ้อนอีกชั้น จึงมักได้เปรียบด้านการส่งกำไรกลับ ทั้งนี้ การจัดตั้งสาขา ไม่ต้องขอ FIA แต่ยื่นผ่านกรมพาณิชย์ กระทรวงเศรษฐการ (MOEA)
สำนักงานตัวแทน (Representative Office) ทำได้เฉพาะกิจกรรมที่ไม่ก่อรายได้ เช่น ประสานงาน สำรวจตลาด ลงนามสัญญาแทนสำนักงานใหญ่ ไม่สามารถออกใบกำกับภาษี (Uniform Invoice) หรือขายสินค้า/บริการในไต้หวันได้ เหมาะเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับผู้ที่ยังต้องการทดสอบตลาดก่อนลงทุนจริง
2. FIA: หัวใจของการลงทุนต่างชาติในไต้หวัน (การอนุมัติการลงทุนจากต่างชาติ)
หากคุณเลือกตั้งบริษัทย่อยหรือเข้าซื้อหุ้นในบริษัทไต้หวัน สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ FIA (Foreign Investment Approval / การอนุมัติการลงทุนจากต่างชาติ) ซึ่งออกโดย กรมพิจารณาการลงทุน (Department of Investment Review, DIR) ภายใต้กระทรวงเศรษฐการ (MOEA) หลักการของไต้หวันคือ "เปิดเสรีเป็นหลัก ตรวจสอบเป็นข้อยกเว้น" นักลงทุนต่างชาติลงทุนได้ในเกือบทุกอุตสาหกรรม ยกเว้นรายการที่อยู่ใน Negative List (บัญชีธุรกิจต้องห้ามหรือจำกัด เช่น การบิน โทรคมนาคม สื่อสารมวลชนบางประเภท)
ในทางปฏิบัติปี 2026 การขอ FIA สำหรับนักลงทุนที่ไม่มีองค์ประกอบทุนจีน โดยทั่วไปใช้เวลาราว 6–8 สัปดาห์ และการจัดตั้งบริษัทให้เสร็จสมบูรณ์ใช้เวลาประมาณ 8–10 สัปดาห์ เมื่อได้รับ FIA แล้ว นักลงทุนต้องนำเงินทุนเข้าไต้หวันภายใน 1 ปี และยื่นขอ "การตรวจสอบเงินทุน" (capital verification) กับ DIR ภายใน 2 เดือนหลังโอนเงินครบ (โดยระบุวัตถุประสงค์การโอนเป็นรหัส 310)
ข้อควรระวังสำคัญสำหรับบริษัทไทย: ไต้หวันมีกฎการตรวจสอบ "นักลงทุนจีนแผ่นดินใหญ่" ที่เข้มงวดและแยกออกจากนักลงทุนต่างชาติทั่วไป หากบริษัทไทยของคุณมีผู้ถือหุ้นจีน (โดยตรงหรือโดยอ้อม) รวมกัน เกิน 30% หรือถูกควบคุมโดยทุนจีนผ่านบริษัทในประเทศที่สาม การลงทุนอาจถูกจัดเป็น "การลงทุนของจีน" ซึ่งอยู่ภายใต้ระบบ Positive List ที่จำกัดกว่ามาก และ DIR จะทำการตรวจสอบแบบ "มองทะลุ" (look-through) ตลอดสายการถือหุ้น ดังนั้นก่อนยื่น ควรตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นให้ชัดเจนเสียก่อน
3. ทุนจดทะเบียนและขั้นตอนการจดทะเบียนบริษัทในไต้หวัน
คำถามยอดฮิตคือ "ต้องมีทุนจดทะเบียนเท่าไร" คำตอบคือ โดยหลักไม่มีทุนขั้นต่ำ (ไต้หวันยกเลิกข้อกำหนดทุนจดทะเบียนขั้นต่ำทั่วไปตั้งแต่ปี 2009) เพียงแต่ทุนต้องมากพอครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งและเงินทุนหมุนเวียน อย่างไรก็ตาม มี "เกณฑ์ทุนเชิงปฏิบัติ" ที่ผู้ประกอบการไทยต้องรู้ เพราะมันผูกกับใบอนุญาตทำงาน
- หากบริษัท (หรือสาขา) ที่ตั้งใหม่ต้องการจ้าง ผู้จัดการชาวต่างชาติ 1 คน ต้องมีทุนชำระแล้วไม่ต่ำกว่า 500,000 ดอลลาร์ไต้หวัน (NT$) และทุนต่างชาติต้องคิดเป็นอย่างน้อย 1 ใน 3
- หากต้องการจ้างพนักงานต่างชาติเพิ่มเติม (คนที่สอง) ทุนชำระแล้วต้องเพิ่มเป็น NT$5,000,000
- หลังปีแรก การต่ออายุใบอนุญาตทำงานผูกกับผลประกอบการ โดยยอดขายเฉลี่ยต้องถึง NT$3,000,000 ต่อปี
ขั้นตอนโดยสรุปคือ จองชื่อบริษัท (ภาษาจีน) → ยื่นขอ FIA จาก DIR → เปิดบัญชีเตรียมการและโอนทุนจากต่างประเทศ → ยื่นตรวจสอบเงินทุน → จัดทำหนังสือบริคณห์สนธิและแต่งตั้งกรรมการ → จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทและจดทะเบียนภาษี การตรวจสอบเงินทุนต้องผ่านผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ของไต้หวัน จึงควรวางแผนไทม์ไลน์ให้สอดคล้องกับกำหนดโอนเงิน
4. วีซ่าและใบอนุญาตทำงาน: จาก Work Permit ทั่วไป สู่ Employment Gold Card
เมื่อบริษัทตั้งเสร็จ ประเด็นถัดมาคือ "คน" หลายคนค้นหาคำว่า วีซ่าธุรกิจไต้หวัน แต่ต้องแยกให้ชัด: วีซ่าธุรกิจระยะสั้นใช้สำหรับการเยือน เจรจา หรือดูงานเท่านั้น ไม่ครอบคลุมการเข้าทำงานจริง หากจะบริหารกิจการหรือทำงานในไต้หวัน สิ่งที่ต้องมีคือใบอนุญาตทำงาน ชาวต่างชาติทุกคนที่ทำงานในไต้หวันต้องมี ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) สำหรับสายวิชาชีพทั่วไป เกณฑ์เงินเดือนขั้นต่ำอยู่ที่ประมาณ NT$47,971 ต่อเดือน พร้อมคุณสมบัติด้านวุฒิการศึกษาและประสบการณ์ โดยนายจ้าง (นิติบุคคลไต้หวัน) เป็นผู้ยื่นและรับผิดชอบ เมื่อได้ใบอนุญาตทำงานแล้วจึงยื่นขอ บัตรถิ่นที่อยู่ (ARC) ที่มีอายุเท่ากัน คู่สมรสและบุตรผู้เยาว์ขอสิทธิพำนักตามได้
แต่สำหรับผู้บริหารหรือผู้เชี่ยวชาญระดับสูง ผมมักแนะนำให้พิจารณา Employment Gold Card (บัตรทองการจ้างงาน หรือที่คนไทยเรียกกันว่า โกลด์การ์ดไต้หวัน) ซึ่งเป็นบัตร "4-in-1" รวมใบอนุญาตทำงาน วีซ่าถิ่นที่อยู่ ARC และใบอนุญาตกลับเข้าประเทศไว้ในใบเดียว จุดเด่นคือ ไม่ต้องมีนายจ้างสปอนเซอร์ ถือบัตรแล้วเลือกทำงานให้บริษัทใดก็ได้ หรือเปิดกิจการเองก็ได้
อัปเดตล่าสุดปี 2026: พระราชบัญญัติการสรรหาและจ้างงานบุคลากรวิชาชีพต่างชาติฉบับแก้ไข (ประกาศ 24 ก.ย. 2025) มีผลบังคับ 1 มกราคม 2026 ทำให้เกณฑ์ผ่อนคลายลงและสิทธิประโยชน์ครอบคลุมขึ้น เช่น
- เกณฑ์รายได้สำหรับสาย "เศรษฐกิจ/วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี" อยู่ที่ราว NT$160,000 ต่อเดือน
- สิทธิประโยชน์ทางภาษี: ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับส่วนเงินเดือนที่เกิน NT$3 ล้าน
- เส้นทางลัดสู่ถิ่นที่อยู่ถาวร (APRC): พำนักครบ 3 ปี (หรือเพียง 1 ปี หากรายได้ตั้งแต่ NT$6 ล้านต่อปีขึ้นไป)
- คู่สมรสยื่นขอใบอนุญาตทำงานแบบเปิด (open work permit) ได้เองโดยไม่ต้องมีนายจ้าง และเพิ่มสาขาวิชาชีพที่มีสิทธิ์มากขึ้น
5. ภาษีในไต้หวัน: ตัวเลขที่บริษัทไทยต้องคำนวณก่อนตัดสินใจ
ก่อนลงทุน ควรเข้าใจโครงสร้างภาษีหลักของไต้หวัน
- ภาษีเงินได้นิติบุคคล (Profit-Seeking Enterprise Income Tax) อัตรามาตรฐาน 20% ของกำไรสุทธิ
- ภาษีธุรกิจ (Business Tax / คล้าย VAT) อัตรามาตรฐาน 5% (สินค้า/บริการส่งออกอัตรา 0%)
- ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเงินปันผล ที่จ่ายให้ผู้ถือหุ้นต่างชาติ อัตรามาตรฐาน 21% แต่ลดได้ตามอนุสัญญาภาษีซ้อน (ดูหัวข้อถัดไป)
- กำไรจากการขายหุ้น (Capital Gains): การโอนหุ้นของบริษัทจำกัดโดยหุ้นที่ออกใบหุ้นแล้ว โดยหลัก ยกเว้นภาษีเงินได้ เสียเพียง ภาษีธุรกรรมหลักทรัพย์ (Securities Transaction Tax) 0.3% ของราคาขาย ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบสำคัญเมื่อเทียบกับหลายประเทศ ทั้งนี้ยังอาจอยู่ภายใต้ภาษีขั้นต่ำทางเลือก (AMT อัตรา 12% โดยมีเกณฑ์ยกเว้นรายได้พื้นฐาน NT$600,000)
อีกจุดที่บริษัทไทยชอบ คือไต้หวัน ไม่มีการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตราสำหรับการส่งเงินปันผลกลับ ให้นักลงทุนต่างชาติที่ได้รับอนุมัติจาก DIR สามารถแปลงเงินปันผลเป็นสกุลต่างประเทศและโอนออกได้โดยเสรี (แม้ธนาคารกลาง CBC อาจจำกัดโควตาการแปลง NT$ ต่อวันในกรณีจำนวนเงินสูงมาก)
6. อนุสัญญาภาษีซ้อนไทย–ไต้หวัน: แต้มต่อที่บริษัทไทยไม่ควรมองข้าม
ข่าวดีที่หลายคนไม่รู้คือ ไทยและไต้หวันมีอนุสัญญาภาษีซ้อน (Double Taxation Agreement, DTA) ฉบับครอบคลุมทุกประเภทเงินได้บังคับใช้อยู่แล้ว นี่คือข้อได้เปรียบที่จับต้องได้จริงสำหรับผู้ประกอบการไทย เพราะ DTA ช่วย ลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายเงินปันผล ให้ต่ำกว่าอัตรามาตรฐาน 21% (โดยทั่วไปลดลงมาอยู่ในระดับเลขหลักเดียวถึงราว 10% ขึ้นกับสัดส่วนการถือหุ้น) รวมถึงให้บรรเทาภาระภาษีบนดอกเบี้ยและค่าสิทธิ และวางกติกาเรื่อง "สถานประกอบการถาวร" (Permanent Establishment) เพื่อป้องกันการถูกเก็บภาษีซ้อนสองประเทศ ฝั่งไต้หวันใช้วิธีเครดิตภาษี (credit method) ในการขจัดภาษีซ้อน ทั้งนี้ อัตราที่ใช้จริงต้องพิจารณาตามข้อบทของอนุสัญญาและเอกสารพิสูจน์ถิ่นที่อยู่ทางภาษี จึงควรตรวจสอบอัตราเฉพาะกรณีกับที่ปรึกษาก่อนวางโครงสร้าง
7. ข้อควรระวังเชิงปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบการไทย
จากประสบการณ์ ผมสรุปกับดักที่พบบ่อยไว้ดังนี้
หนึ่ง โครงสร้างทุนจีนต้องเคลียร์ก่อน หากสายการถือหุ้นของคุณมีทุนจีนเกิน 30% ไม่ว่าชั้นใด อาจถูกจัดเป็นการลงทุนของจีนและติดกระบวนการที่ยากขึ้นมาก ประเด็นนี้ต้องตรวจสอบตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ค่อยแก้ตอนยื่น
สอง เลือกนิติบุคคลให้สอดคล้องกับแผนส่งกำไรกลับ ถ้าเป้าหมายคือส่งกำไรกลับไทยเป็นหลัก "สาขา" อาจได้เปรียบเรื่องไม่มีภาษีเงินปันผลซ้อน แต่ถ้าต้องการจำกัดความเสี่ยงและสร้างตัวตนทางกฎหมายในไต้หวัน "บริษัทย่อย" เหมาะกว่า ควรชั่งน้ำหนักตั้งแต่วันแรก
สาม วางไทม์ไลน์ทุนและการตรวจสอบเงินทุนให้ตรง การโอนทุนต้องทำในชื่อผู้ลงทุน เข้าบัญชีเตรียมการ และจำนวนต้องตรงกับที่ยื่น หากพลาดจังหวะ อาจกระทบทั้งการจัดตั้งและการขอใบอนุญาตทำงาน
สี่ ตรวจ Negative List ก่อนเสมอ อุตสาหกรรมบางประเภทจำกัดสัดส่วนต่างชาติหรือต้องขอใบอนุญาตเฉพาะ อย่าเพิ่งลงทุนก่อนยืนยันว่าธุรกิจของคุณเปิดให้ต่างชาติเข้าได้
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
บริษัทไทยถือหุ้น 100% ในบริษัทไต้หวันได้ไหม?
ได้ ในเกือบทุกอุตสาหกรรมที่ไม่อยู่ใน Negative List (บัญชีธุรกิจต้องห้าม/จำกัด เช่น การบิน โทรคมนาคม สื่อบางประเภท) โดยต้องผ่าน การอนุมัติการลงทุนจากต่างชาติ (FIA) จากกรมพิจารณาการลงทุน (DIR) ก่อน หลักการของไต้หวันคือ "เปิดเสรีเป็นหลัก ตรวจสอบเป็นข้อยกเว้น" นักลงทุนต่างชาติจึงถือหุ้นได้ถึง 100% ในส่วนใหญ่ ข้อควรระวังสำคัญสำหรับบริษัทไทย: หากโครงสร้างผู้ถือหุ้นมีทุนจีนแผ่นดินใหญ่ (ทางตรงหรือทางอ้อม) รวมกันเกิน 30% การลงทุนอาจถูกจัดเป็น "การลงทุนของจีน" ซึ่งอยู่ภายใต้ระบบที่จำกัดกว่ามาก และ DIR จะตรวจสอบแบบ "มองทะลุ" ตลอดสายการถือหุ้น จึงควรเคลียร์โครงสร้างให้ชัดก่อนยื่น
ตั้งบริษัทในไต้หวันต้องมีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำเท่าไร?
โดยหลักไต้หวัน ไม่มีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ (ยกเลิกข้อกำหนดทั่วไปตั้งแต่ปี 2009) เพียงแต่ทุนต้องมากพอครอบคลุมค่าใช้จ่ายการจัดตั้งและเงินทุนหมุนเวียน อย่างไรก็ตามมี "เกณฑ์ทุนเชิงปฏิบัติ" ที่ผูกกับใบอนุญาตทำงาน: หากต้องการจ้าง ผู้จัดการต่างชาติ 1 คน ต้องมีทุนชำระแล้วไม่ต่ำกว่า NT$500,000 และทุนต่างชาติอย่างน้อย 1 ใน 3; จ้างคนที่สองต้องเพิ่มทุนเป็น NT$5,000,000; และหลังปีแรก การต่อใบอนุญาตทำงานผูกกับยอดขายเฉลี่ยที่ต้องถึง NT$3,000,000/ปี หลังได้ FIA แล้ว โดยทั่วไปต้องนำทุนเข้าไต้หวันภายใน 1 ปีและยื่นตรวจสอบเงินทุนกับ DIR ผ่านผู้สอบบัญชี (CPA)
FIA ใช้เวลานานแค่ไหน?
สำหรับนักลงทุนที่ ไม่มีองค์ประกอบทุนจีน การขอ FIA (การอนุมัติการลงทุนจากต่างชาติ) โดยทั่วไปใช้เวลาราว 6–8 สัปดาห์ และการจัดตั้งบริษัทให้เสร็จสมบูรณ์ใช้เวลาประมาณ 8–10 สัปดาห์ เมื่อได้รับ FIA แล้ว นักลงทุนต้องนำเงินทุนเข้าไต้หวัน ภายใน 1 ปี และยื่นขอ "การตรวจสอบเงินทุน" (capital verification) กับกรมพิจารณาการลงทุน (DIR) ภายใน 2 เดือนหลังโอนเงินครบ (ระบุวัตถุประสงค์การโอนเป็นรหัส 310) หากมีองค์ประกอบทุนจีน กระบวนการจะยาวและซับซ้อนกว่ามาก เพราะ DIR จะตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นแบบมองทะลุ จึงควรวางไทม์ไลน์เผื่อไว้
บริษัทไทยได้ประโยชน์จากอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย–ไต้หวันหรือไม่?
ได้ และเป็นแต้มต่อที่จับต้องได้จริง เพราะ ไทยและไต้หวันมีอนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA) ฉบับครอบคลุมทุกประเภทเงินได้บังคับใช้อยู่แล้ว ประโยชน์หลักคือ ลดภาษีหัก ณ ที่จ่ายเงินปันผล จากอัตรามาตรฐาน 21% ลงมา (โดยทั่วไปเหลือระดับเลขหลักเดียวถึงราว 10% ขึ้นกับสัดส่วนการถือหุ้น) รวมถึงบรรเทาภาระภาษีบนดอกเบี้ยและค่าสิทธิ และวางกติกาเรื่อง "สถานประกอบการถาวร" (PE) เพื่อป้องกันการถูกเก็บภาษีซ้อนสองประเทศ ฝั่งไต้หวันใช้วิธีเครดิตภาษี ทั้งนี้อัตราที่ใช้จริงขึ้นกับข้อบทและเอกสารพิสูจน์ถิ่นที่อยู่ทางภาษี ควรตรวจสอบเฉพาะกรณีกับที่ปรึกษาก่อนวางโครงสร้าง
ผู้บริหารไทยจะย้ายไปไต้หวันควรใช้วีซ่าแบบไหน?
หากมีคุณสมบัติระดับสูง แนะนำ Employment Gold Card (บัตรทองการจ้างงาน) ซึ่งเป็นบัตร "4 ใน 1" รวม ใบอนุญาตทำงาน วีซ่าถิ่นที่อยู่ ARC และใบอนุญาตกลับเข้าประเทศ ไว้ในใบเดียว จุดเด่นคือ ไม่ต้องมีนายจ้างสปอนเซอร์ ถือบัตรแล้วจะทำงานให้บริษัทใดก็ได้หรือเปิดกิจการเองก็ได้ และสาขา "กฎหมาย" เป็นหนึ่งใน 10 สาขาที่มีสิทธิ์ นอกจากนี้ยังมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีและเส้นทางลัดสู่ถิ่นที่อยู่ถาวร (APRC) ส่วนพนักงานทั่วไปใช้ ใบอนุญาตทำงาน + วีซ่าถิ่นที่อยู่ + ARC ตามปกติ โดยนายจ้าง (นิติบุคคลไต้หวัน) เป็นผู้ยื่น
โอกาสในไต้หวันนั้นมีจริง แต่รางวัลตกแก่ "ผู้ที่เตรียมพร้อม" กลุ่มที่ปรึกษากฎหมาย Louis Group มีสำนักงานทั้งในไต้หวัน ( ไทเป และ ไถจง ) และ กรุงเทพฯ พร้อมทีมที่สื่อสารได้ทั้งภาษาจีน อังกฤษ และไทย ช่วยดูแลบริษัทไทยตั้งแต่การขอ FIA การจดทะเบียนบริษัท วีซ่าและใบอนุญาตทำงาน ไปจนถึงการวางโครงสร้างภาษีข้ามพรมแดน หากคุณกำลังพิจารณาก้าวนี้ ยินดีให้ทีมไต้หวัน–ไทยของเราร่วมเดินไปกับคุณในทุกการตัดสินใจ
บทความนี้เป็นข้อมูลกฎหมายทั่วไป ไม่ถือเป็นความเห็นทางกฎหมายเฉพาะกรณี การวางแผนจริงโปรดปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญ และยึดประกาศล่าสุดของหน่วยงานราชการไต้หวันเป็นสำคัญ